He's My Boyfriend นี่แหละแฟนฉัน

posted on 26 May 2008 22:07 by normantinie

เฮ้อ! ไอ้ค่างก็เพิ่งจะเคยแต่งนิยายแนวนี้นะ เลยไม่รู้จะแต่งยังไงดี แต่งไปแต่งมาชักตันแฮะ เอาไว้ค่างคิดมุขใหม่ออก จะมาโพสไว้นะฮะ

_________________________________________________________

    " แง่ง พ่อไปสัญญากะลุงคนนั้นไว้ทำไมวะ " ฉันเริ่มวีนใส่เพืjอนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้เล้ยยย
    " โอ้ย!ยัยเสาร์ เรื่องของแกกับพ่อแกแล้วเอามาลงอะไรกับฉันเล่า "
    " แล้วแกจะให้ฉันทำยังไง ให้ฉันวิ่งกลับบ้านไปถลกหนังหัวแมวที่บ้านเรอะ "
    " พิงค์ แกก็ให้ไอ้เสาร์มันวีนใส่หน่อยเป็นไร "
    " โฮ่!แกพูดได้ง่ายมากเลยนะ ก็แกไม่ได้ถูกวีนใส่นี่ ไอ้ตอน "
    " อีพิงค์ อย่ามาเปลี่ยนชื่อคนอื่นเล่นได้ไหม ฉันชื่อตูน ตอนน่ะมันแฟนเก่าแกแล้ว แฟนแกที่ถูกแขวนอยู่ในตู้หน้าร้านขายข้าวมันไก่นั่นแหละ " อีตูนนี่ก็ปากไวปานสายฟ้า (เว่อร์) เถียงยัยพิงค์ จนพิงค์มันจนตรอกเหมือน...(ตัวอะไรให้ทาย) ทุกครั้ง
    " เฮ้ย!!พวกแกเลิกเถียงข้ามหัวฉันได้รึยัง พอเลยกริ่งเลิกเรียนดังแล้ว ฉันจะกลับบ้าน "
    " เดี๋ยวสิแกบอกมาเลยนะ ว่าแกกับพ่อแกน่ะมีเรื่องอะไรกัน " อีปิ่นแกมัวไปงมโข่งอยู่ที่ไหนมาวะเนี่ย คนอื่นเขารู้เรื่องกันหมดแล้ว ต้องเล่าใหม่สิเนี่ย
    " คือว่าพ่อของฉัน.... " ฉันกำลังอ้าปากพูดอย่างไม่เต็มใจ แต่ฉันโชคดีมากๆ เคอะ มีพิงค์เพื่อนที่แสนดีพูดให้
    " ก็พ่อของยัยเสาร์น่ะสิ ไปสัญญากับผอ.โรงเรียนชายล้วนข้างๆ น่ะ ว่าถ้าเสาร์โตเมื่อไหร่ก็จะจับแต่งงานกับลูกชายเขาน่ะ " เฮ้อ!!เจ๊พิงค์แกบอกไปแล้วค่อยยังชั่วที่ไม่ต้องบอกเอง ลำบากใจตายเลย
    " งั้นเดี๋ยวไปก่อนนะ เย็นนี้มีนัดทานอาหารกับผอ.โรงเรียนนั้นน่ะ " ฉันรีบบอกเพื่อนก่อนที่จะรีบวิ่งลงจากตึก ไปเห็นกลุ่มคนกำลังยืนมุงกันอยู่ แมลงวันพวกนี้ยืนตอมอะไรกันวะ ขอเป็นแมลงวันด้วยตัว (?) สิ ฉันวิ่งเข้าไปในฝูงแมลงวันตอมอึทั้งหลาย แล้วบิดตัวไปมาเหมือนตัวเองไม่มีกระดูก เพื่อเข้าไปใกล้ๆ อึกองโต
    สิ่งที่ฉันเห็นทำให้ฉันปากค้าง เพราะมีรถลีมูซีนยาว 2 ฟุต เอ้ย! รถลีมูซีนบ้าอะไร ยาวแค่ 2 ฟุต เอาเป็นว่ามีรถลีมูซีนสีดำเป็นเงา ของใครกันหว่าถ้าไม่ติดว่ามีคนนั่งอยู่นะ แม่จะขโมยไปขาย
    ทันใดนั้นกระจกสีเดียวกับตัวรถเลื่อนลง เผยให้เห็นชายอายุราวๆ 30ใส่สูทสีดำ ผูกเนคไทสีแดง ( ใส่กุงเกงในสีม่วง เจ้ย!!บ้าน่าแกมีตาเอ็กซเรย์หรือไงเสาร์ ) ซึ่งนั่นก็คือ
    " พะ พ่อ!!! "
    " เสาวรส ขึ้นรถมาเดี๋ยวนี้ " อึ๋ย!!พ่อเรียกชื่อจริงฉันทำไม แล้วทำไมเสียงพ่อเย้นเย็น
    ฉันรีบกระโดดขึ้นรถลีมูซีนทันที เมื่อประตูปิดลงฉันก็เริ่มถามพ่อ
    " พ่อมาทำไมคะ แล้วทำไมไม่บอกเสาร์ก่อน "
    " ฮ่าๆๆ โทษทีลูกรัก พ่อต้องรีบไปพบเพื่อนพ่อน่ะ " พ่อคะ ไม่ทราบว่าพ่อเป็นนักธุรกิจร้อยล้านมาดเคร่งขรึมที่ลูกน้องกลัวนักกลัวหนาจริงเหรอคะเนี่ย
    " แล้วทำไมไม่ให้เสาร์เดินมาเองล่ะคะ มันห่างกันแค่รั้วกั้นเองนะคะ " ใช่ มันห่างกันแค่รั้วกั้น
    " ช่างเถอะ รถจอดแล้วลงไปเร็วเดี๋ยวคุณลุงรอนาน "
    เฮ้อ! เกิดมาเพิ่งเคยเห็นสภาพโรงเรียนชายล้วนนี่แหละ ฉันว่าสภาพมันไม่ได้ต่างอะไรกับโรงเรียนฉันเลยนะ มันต่างกันแค่ว่า... (ทำหน้าหงุดหงิด) มีสายตาของผู้ชายโรงเรียนนี้ ที่พุ่งความสนใจมาที่ฉันคนเดียวเลยอ่ะ ทำไมคะ?พวกคุณเกิดมาไม่เคยเห็นผู้หญิงเรอะ...
    ก่อนที่ฉันจะได้นินทาพวกนั้นในใจต่อ ฉันก็ถูกพ่อลากไปในอาคารที่ใหญ่ที่สุดในโรงเรียน ก่อนจะเดินไปขึ้นลิฟท์
    เมื่อถึงชั้นที่ต้องการพ่อก็ลากฉันไปหยุดอยู่หน้าห้องๆหนึ่ง ที่มีป้ายสีทองว่า ' ห้องผู้อำนวยการโรงเรียน ' พ่อเคาะประตูเล็กน้อยก่อนจะเปิดประตูเข้าไป ภายในห้องถูกตกแต่งด้วยเฟอนิเจอร์ไม้มากมาย แต่มีอยู่ไม่กี่อย่างที่ไม่ได้ทำจากไม้ ( ตัดไม่ทำลายป่า ไม่ดีๆ )
    เก้าอี้หนังกลางห้องหมุนกลับมาอย่างช้าๆ เผยให้เห็นชายวัยไล่เลี่ยกับพ่อนั่งยิ้มให้ฉัน
    " หนูเสาวรสใช่ไหม? เชิญนั่งๆ " คุณลุงบอกให้ฉันนั่งที่โซฟาข้างๆ ตู้หนังสือ
    " โห!มานพไม่ได้เจอกันตั้งนาน คิดถึงโคตรเลยว่ะเพื่อน " พ่อยิ้มกว้างพร้อมกับวิ่งไปกอดเพื่อนรัก
    " นายก็เหมือนกันว่ะพิรุณ เงียบหายไปนานเลยนะ โผล่มาทีก็มามาดนักธุรกิจร้อยล้าน "
    " แล้วลูกชายนายอยู่ไหนล่ะ นายไนท์น่ะ " ไนท์ ไนท์ไหนกันพ่อ
    " เด๋วเด้ โทรตามมันก่อน " อ่ะโห!ลุงติดภาษาแบบนี้มาจากนักเรียนของลุงเปล่าเนี่ย
    " ภาษาอะไรของแกวะ " คิดดูแม้แต่พ่อยังบ่น

    ตู๊ดๆ...ตู๊ดๆ
    เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นข้างๆฉัน อะไรวะที่โซฟานี่มีฉันนั่งอยู่คนเดียวนี่ ระ หรือว่าห้องนี้มี ผะ ผ.สระอี ผี!!!
    " พ่อฮะ พ่อโทรหาผมทำไมฮะ " ฉันรีบหันขวับไปมองต้นเสียง เด็กผู้ชายวัยไล่เลี่ยกับฉัน แต่ทำไมนายนี่ดูผิดระเบียบเยอะจังวะ ทั้งผมที่ย้อมเป็นสีทอง แถมไฮไลท์เป็นสีน้ำตาลเข้มอีกตังหาก ทรงผมก็ซอยเอา แล้วไหนจะตุ้มหูสีเงินสองอันที่ถูกเจาะไว้บนหูของซ้ายอีก พอฉันเลิกดูหัวของเขาแล้ว ฉันก็ลดระดับสายตามาที่ใบหน้า นายคนนี้ก็หน้าตาดีอ่ะนะ แบบว่าคิ้วเข้ม ตาสองชั้น จมูกโด่งเป็นสัน ผิวขาวอีก นายนี่ลูกผู้ดีแน่
    " ว่าไงตาไนท์ เห็นลุงมั้ยเนี่ย " เมื่อไนท์เห็นพ่อ เขาก็รีบยกมือไหว้ทันที แล้วเขาก็หันไปคุยกับคุณลุงมานพอีก
    " พ่อเรียกผมมาทำไมครับ "
    " นี่หนูเสาวรส " ลุงมานพพูดพร้อมผายมือมาที่ฉัน ไนท์ก็มองมาตามมือของคุณลุง จนสบตากับฉันเข้า เขาและฉันเบือนหน้าหลบสายตาพร้อมกัน หน้าของเราแดงก่ำกันทั้งคู่
    อะไรกัน!? ตอนมองหน้าเขาไม่เห็นจะหน้าแดงเลย แต่ทำไมสบตาแล้วถึงรู้สึกร้อนๆที่ใบหน้าล่ะ
    " เอ้อ!!มานพ นายพาฉันไปดูโรงเรียนนายหน่อยสิ "ง๊าา!!พ่อจะไปไหนอ่ะ จะทิ้งหนูอยู่กับไนท์สองคนเรอะ
    " อืม ไปกันดีกว่าพิรุณ " ว่าแล้วทั้งสองก็เดินออกไปจากห้อง
    ปังงง!!!
    เสียงปิดประตูดังขึ้น
    ตอนนี้ฉันอยู่กับไนท์สองคน สองต่อสอง ฉันนั่งอยู่ที่โซฟา ส่วนไนท์ก็ไปนั่งเล่นคอมพิวเตอร์ของลุงอบ่างสบายใจเฉิบ ฉันก็เริ่มเซ็งแล้วนะ ว่าแล้วฉันก็ลุกพรึ่บ!ฉันเห็นไนท์มองมาที่ฉันนิดนึง แต่ฉันไม่สนหรอก ฉันก้าวฉับๆไปที่ชั้นหนังสือเพื่อหาหนังสืออ่าน
    เอ๊ะ!?นี่มันหนังสืออะไรน่ะ ว่าแล้วก็หยิบออกมาดู อะไรเนี่ย!ฉันเปิดหนังสือพั่บๆ ซึ่งหนังสือแต่ละหน้า...เอ่อ...
    " เฮ้ย!!! เธอทำอะไรน่ะ!เอามานี่เดี๋ยวนี้นะ! "ไนท์ห้ามฉันเสียงดัง
    " นะนายอ่านหนังสือ แบบนั้นด้วยเหรอ นายอ่านหนังสือยากๆ อย่างนี้ด้วยเหรอ? "นายนี่มันอัจฉริยะไปเลย ฉันไม่เคยคิดเลยนะว่านายจะอ่านหนังสือแนวนี้
    " เธอ เอ่อ... เธอชื่ออะไรนะ อ้อ! เสาวรส " นายความจำสั้นป่ะเนี่ย
    " ฉันชื่อเสาวรส  เรียกว่าเสาร์เฉยๆก็ได้ " เริ่มบทสัมภาษณ์ได๋เคอะ
    " อืม เสาร์ "
    " แล้วนายล่ะ " ฉันถามนายนั่นกลับ
    " ฉันชื่อณัฐวุฒิ หรือไนท์ น่ะแหละ " อืม ดูท่าทางนายจะเซ็งมากเลยนะนี่
    " แล้วเธอมาที่นี่ทำไมเหรอ? " หืม!?
    " นายไม่รู้เหรอว่าฉันมาเพื่ออะไร " ทำไมนายไม่รู้ล่ะ
    " ก็ไม่รู้น่ะสิ! " โอว!!ม่ายยยยยยย
    " ก็พ่อของเราน่ะ จะให้เราสองคนแต่งงานกัน เลยพามาดูตัวกันก่อน "
    " จริงเหรอ? " อ๊ะ!ทำไมนายยิ้มกรุ่มกริ่มอย่างนั้นล่ะ
    " งั้นก็แปลว่าตอนนี้เธอเป็นของฉันแล้วใช่มั้ย? " ง่ะ!? ไนท์เดินเข้ามาใกล้ พร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จนสามารถรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นๆของเขา ไนท์ก้มลงจูบฉันพร้อมกับตรึงใบหน้าฉันเอาไว้
    ไนท์ถอนจูบออกแล้วมองหน้าฉันอย่างพอใจ ทำไมนายทำหน้าแบบนั้นล่ะ
    " เธอเป็นของฉันคนเดียวแล้วนะ ห้ามปันใจให้ใครอื่นล่ะ " นายนั่นก้มลงกระซิบอย่างแผ่วเบาที่หูของฉัน พร้อมกับฝังสันจมูกลงกับแก้มของฉัน
    " อะ อะไรกัน เพิ่งเคยเจอกัน... "
    " เอาเถอะน่า ไม่เป็นไรหรอก ยังไงเธอก็ต้องเป็นเจ้าสาวฉันอยู่ดี " อึก!! ยิ่งฟังหน้ายิ่งร้อนแฮะ    อื๋อ!! รู้สึกสั่นๆในกระโปรงนักเรียน อ๋อ มือถือนั่นเอง
    " ค่ะ คุณพ่อ ให้หนูไปที่รถใช่มั้ยคะ ได้ค่ะ จะรีบไปค่ะ " ฉันวางสายโทรศัพท์แล้วมองหน้าของไนท์
    " พวกพ่อเรียกให้ไปหาแน่ะ ไปแล้วดีกว่า "
    หมับ!!
    " ไนท์ ปล่อยนะ ต้องรีบไปเดี๋ยวพวกพ่อจะรอ " ฉันพยายามแกะมือของไนท์ออกจากข้อมือของฉัน แต่มันไม่สำเร็จ
    " ไม่ได้!!ที่นี่ถิ่นฉัน เธอต้องทำตามเจ้าบ้าน " เจ้าบ้ง เจ้าบ้านอะไรล่ะ
    " ฉันว่าไม่ใช่แค่เพราะนายเป็นเจ้าบ้านหรอกมั้ง? " ฉันถามพลางเงยหน้าขึ้นไปสบตาเขา
    " เออๆก็ได้ๆ เธอลืมไปแล้วเหรอว่าที่นี่มันโรงเรียนชายล้วน "
    " ... " เออ ลืมว่ะ
    " ตอนเธอเข้ามา เธอเจออะไรบ้าง ขากลับก็จะเจอเหมือนกัน "
    " ... " กลัวง่ะ ไม่อยากเจออีก ไอ้สายตาวิ้งๆมองฉันเป็นตัวประหลาดเนี่ย
    " ดังนั้น เธอถึงต้องไปกับฉัน "
    " ก็ได้ๆ " ไนท์จับมือฉันแล้วเดินออกไปจากห้องผู้อำนวยการ
    พอลงมาถึงข้างล่างฉันก็ขึ้นไปนั่งรถลิมูซีนคันเดิม ที่ฉันนั่งมา แต่... พ่อหายไปไหนล่ะเนี่ย ฉันนั่งมองซ้ายมองขวาซักพัก ก็ไปเห็นรถสีแดงอีกคันหนึ่ง เห็นพ่อกับลุงนั่งอยู่ในนั้น แล้วโบกไม้โบกมือ เหมือนเด็กเพิ่งเคยไปทัศนศึกษาครั้งแรก ฉันนั่งมองอย่างเหนื่อยใจ
    " เอ๋!!! ไนท์ไปทำอะไรตรงนั้นน่ะ " ไนท์ยืนคุยกับพวกพ่อสักพัก แล้วเขาก็หันกลับมามองฉันพร้อมกับยิ้มอย่างดีใจ
    ฉันเริ่มควานหาหนังสือในรถมาอ่านเล่นเพราะชีวิตจะขาดสีสันถ้าไม่มีหนังสือ ฉันอ่านหนังสือไปได้ซักพักก็เริ่มหงุดหงิด 3 คนนั้นเขาจะคุยอะไรกันนักกันหนา...
    ตุบ!
    คิดยังไม่ทันเสร็จก็ได้ยินเสียงเบาะยุบตัว
    " คุณพ่อคุยเรื่องอะไรกันเหรอคะ " ฉันถามโดยสายตายังมองอยู่ที่หนังสือ
    " ... " เงียบ...
    " คุยกันซะนาน นึกว่าจะไปนั่งอัดกันอยู่ในนั้น 3 คนซะอีกแน่ะค่ะ "
    " ... " เงียบอีกแล้ว ชักฉุนแล้วนะ
    " ทำไมพ่อไม่! ...พูด? ..." กรี๊ด!!! ไม่ใช่ท่านพ่อ แต่เป็นณัฐวุฒิ นายไนท์!!!
    " นายๆ ทำไมมานั่งรถคันนี้เล่า!!?? " ฉันถามเขาเสียงดัง จนเขาควัก MP3 ขึ้นมาอุดหู ฉันกระชากหูฟังออกจากหูเขาทันที
    ปึ๊ด!!
    " โอ๊ยยยยยยย!!!!!!!!!! " นายนั่นร้องโอดโอยออกมา
    " เธอทำอะไรกับหูฉันน่ะ!! "
    " ช่วยไม่ได้ นายอยากเอา MP3 ขึ้นมาอุดหูทำไม แล้วตอบคำถามฉันมาซะ "
    " คำถามอะไร " อ๊ากกก!!! นายโง่หรือนายแกล้งโง่เนี่ยไนท์
    " ทำไมนายถึงมานั่งรถคันนี้ล่ะ? "
    " ก็พ่อเธอให้มานั่งด้วย... " ก็แค่นั้น
    จู่ๆก็มีเพลงรักอ่อนหวานดังมาจากเสตอริโอในรถ ใครเป็นคนเปิดกันนะ
    " เอ่อ...ลุงคะเปลี่ยนเพลงได้มั้ย? "ฉันถามลุงคนขับรถ
    " เกรงว่าจะไม่ได้ครับคุณหนู คุณท่านขอเพลงแนวนี้มาให้คุณหนูน่ะครับ "ลุง ลุงเป็นดีเจเปล่าเนี่ยมีการขอเพลงให้กันด้วยแน่ะ
    " ช่างเขาเถอะน่าเสาร์ คุณลุงขอมาน่ะ เธอก็ทนๆฟังหน่อยแล้วกัน "ว่าแล้วไนท์ก็หยิบ MP3 ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะยัดหูฟังงี่เง่านั่นเข้าหู
    " เฮอะ! ก็นายมี MP3 นี่ ไม่ต้องทนฟังเพลงแบบนี้ "
    " งั้นเอาไปฟังไป " ไนท์พูดพร้อมกับเอาหูฟังอีกข้างมายัดใส่หูของฉัน
    " โอ๊ย!! พอๆ หยุดเลย เจ็บ ฉันใส่เองได้น่า " ฉันแย่งหูฟังของเขามา พร้อมกับยัดใส่หูของตัวเอง
    " ก็แค่นี้แหละ " ฉันพูดก่อนจะนั่งอ่านหนังสือไปตลอดทาง

****************************************************

ก็อย่างที่บอกไปตอนต้นเอนทรี่ ว่าเกิดมาเพิ่งเคยแต่งแนวนี้ มันเลยยังแปลกๆ ยังไงก็ช่วยติชมด้วยนะคร้าบบ!!

ปล.การจัดหน้าแปลกๆ อย่าไปเครียดกับมันเลยนะฮะ ยังไม่ค่อยได้จัดหน้า

edit @ 29 Feb 2008 21:27:11 by LanguR

edit @ 1 Mar 2008 15:25:40 by LanguR

edit @ 1 Mar 2008 15:27:57 by LanguR

^_^;

posted on 29 Feb 2008 21:09 by normantinie
ผมย้ายบล็อกแล้วนะฮะ มาอยู่ที่ http://langurap.exteen.com

edit @ 29 Feb 2008 21:10:18 by !~*LanguR*~!

ตำนานดุ้น วุ่นก๊วนป่า [1]

posted on 28 Feb 2008 19:39 by normantinie

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กชายคนหนึ่ง เขาอาศัยอยู่เพียงลำพังในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่ง แถบชานเมืองริเวียร่าที่นั่นเขาทำงานที่คล้ายๆกับกรรมกรคอยแบกปลาไปมาระหว่างเรือกับโกดังเขาชอบที่จะอ่านหนังสือแต่เขาดันไม่มีตังค์ซะนี่ เขาทำงานเพื่อนแลกกับเงินและนำเงินนั้นไปซื้อหนังสือมาอ่านเขาทำอย่างนั้นเสมอ เป็นที่รู้ๆกันของผู้คนแถบนั้น

 

เย็นวันหนึ่ง

 

"ไอ้หนู มานี่เร็วๆเข้า เอ้า...นี่เงินของแกเอาไปซะ อ้อ พรุ่งนี้รีบมาทำงานแต่เช้าล่ะ"

 

"ครับ มิสเตอร์เบรียสลี่ส์" เก็กชายเดินอออกไปจากโกดังพลางกระหยิ่มยิ้มย่อง

 

เขารีบเดินตรงไปยังร้านหนังสือทันที

 

กริ๊งๆ

 

เสียงกระดิ่งที่ประตูดังขึ้น ชายชราเจ้าของร้านหันมามองหน้าเขาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปง่วนอยู่กับการนับเงิน

 

"เอาเล่มไหนดีนะเนี่ย"เด็กชายพึมพำกับตนเองก่อนจะสะดุดตากับหนังสือเล่มไม่เล็กไม่ใหญ่ มันมีสีดำสนิท ที่ปกเขียนด้วยน้ำหมึกสีทอง ว่า"Island"

 

"มันคงเกี่ยวกับการผจญภัยแน่ๆ เอาเล่มนี่ล่ะ"

 

เด็กชายซื้อหนังสือเล่มนั้นมา เขานั่งลงตรงเพิงหมาแหงนอันเป็นที่พักของเขา เขาจุดตะเกียงเพื่อที่จะอ่านหนังสือที่ได้มา และเมื่อเขาเปิดมันออกมันกลับว่างเปล่า!!!

 

'ทำไม' เขาคิด เขาเปิดมันไปมาหลายรอบจนแน่ใจว่ามันไม่มีอะไรเลย

 

"ให้ตายเถอะ"เด็กชายโอดครวญก่อนที่จะปามันลงพื้น ทันใดนั้นก็เกิดแสงสีทองวาบจากหนังสือ และเขาก็อันตธานหายไปจากเพิงหมาแหงนในบัดดล

 

หลังจากที่เขาถูกดูดเข้าไปในหนังสือนั้น เขาก็ตกลงมากลางป่าดัง

 

ตุ้บ!!

 

"เจ็บจริงๆ เลยให้ตายสิ" เสียงหวานดังขึ้น

 

"ห๊ะ!!" หญิงสาวรู้สึกแปลกๆ กับร่างกายของตน จึงลองสังเกตดู แล้วก็พบว่า อดีตเด็กผู้ชายกรรมกรแบกปลา กลายเป็นหญิงสาวร่างไม่งาม คอเป็นชั้น ตัวอ้วนกลม

 

"พี่คะๆ พี่ก้านแก้ว อยู่ไหนคะ" เสียงดังมาแต่ไกล ใครกันนะที่มีชื่อแสนอุบาทว์นี่ ก้านแก้ว... =_=;

หญิงสาวร่างท้วม หน้าตาเหมือนเธอเปี๊ยบคนนั้นวิ่งเข้ามาหาเธอ

 

"โธ่! พี่คะ พี่ทำน้องเป็นห่วงแทบแย่" หญิงสาวรู้สึกตกใจ เธอมีน้องตั้งแต่เมื่อไหร่?

 

"เอ่อ... ผมไม่ได้ชื่อก้านแก้วนะครับ แล้วก็ไม่มีน้องสาวด้วย" เธอตอบกลับด้วยเสียงตลกๆ ที่พยายามแอ๊บแมน

 

"ฮะๆๆ พี่ค่ะ เล่นตลกยามบ่ายเหรอคะ นี่ไม่ใช่รายการก่อนบ่ายคลายเครียดนะคะ" หญิงคนที่เรียกเธอว่าพี่ตอบกลับอย่างอารมณ์ดี

 

"คุณชื่ออะไร?" หญิงสาวผู้โชคร้ายถาม

 

"อะไรแกล้งลืมกันอย่างนี้ก็แย่สิคะคุณพี่ ชบากล้วยน้องพี่ก้านแก้วไงคะ" ตอนนี้ในหัวของเธอคิดได้เพียงอย่างเดียว

 

'โอ้ว!จอร์จ ทำไมชื่อจึงอุบาทว์เช่นนี้ ใครเป็นคนคิด!!' ก้านแก้วอยากจะตะโกนออกมาดังๆ

 

หลังจากช็อกซีนีม่าได้สักครู่ เขาก็เริ่มกลับมาสนใจกับสิ่งตรงหน้า

"เฮ้ย...น้องตี่ๆ สรุปว่าที่นี่มันที่ไหนกันล่ะเนี่ย" เด็กชายในร่างเด็กสาว(อ้วน)ถาม

 

"= =+ พี่คะ มีปัญหากับตาของหนูมากมั้ยคะ แล้วก็เลิกเล่นมุกความจำเสื่อมได้แล้วค่ะไม่ขำ" เด็กสาวนามชบากล้วย เปลี่ยนอากับกิริยาไปในบัดดลที่ถูกเรียกว่า"ตี่"

 

"เออๆ ไม่เรียกแล้วก็ได้ อีกอย่างนะฉันไม่ได้แกล้งเล่นซักหน่อย ที่นี่มันอะไรวะเนี่ย" อดีตเด็กชายกวาดสายตามองดูรอบๆตัวและเขาก็พบว่าตนเองอยู่ท่ามกลางป่าเขาเขียวขจี มีเสียงนกร้องกันเซ็งแซ่ เสียงน้ำตก และกลิ่นอายของทะเล 'ที่นี่มันอะไรกันฟะ'

 

"ก็บอกว่าไม่ขำฟังรู้เรื่องมั้ยเนี่ย ไปกันได้แล้วจะถึงเวลาอาหาคำแล้วเดี๋ยวสเด็จป๊าสเด๊จม๊าจะเป็นห่วง" ว่าแล้วหญิงสาวก็เดินฉับๆออกไปเลย

 

"อ...อ้าวดี๋ยวดิ รอด้วย ชิส์ ตามไปก่อนก็แล้วกันฟะ"

 

''นี่ ยัยตี่เดินให้มันช้าๆหน่อยเนี่ย เป็นมั้ย โอ้ยเหนื่อย '' เสียงของผู้ที่กำลังสงสัยและเหนื่อยดังขึ้น เมื่อเธอเดินมาถึงหน้าปราสาทหลังโต

 

" โอ้ว..แม่เจ้า นี่มังยางยูเอบโอหรือนี่ ทำไมมังถึงโมโหลานขนากนี้ "

 

" นี่ พี่ค่ะมาทำเป็นอึ้งเห็นอยู่ทุกวัน ผูกพันจนหัวฟูแล้วเนี่ย "

 

บ้านอะไรเนี่ย มีวงเวียนใหญ่หน้าบ้านด้วย (ไม่ต้องสงสัยมันคือน้ำพุขนาดใหญ่นั่นเอง)

ทันใดนั้นในน้ำพุก็มีสัตว์ประหลาดขนาดใหญ่ "กัปปะทะเลที่ราบสูง" ขึ้นมา

 

เจ้ากัปปะบอกว่า "ข้าคือกัปปะทะเลที่ราบสูงผู้ยิ่งใหญ่"

 

ก้านเเก้วจึงถามว่า "รู้เเล้วว่าใหญ่ตัวอย่างกับเปรต คงผู้ยิ่งน้อยมั้ง"

 

เจ้ากัปปะพูดว่า "อย่ามาเล่นมุขกับข้า ข้าไม่ขำหรอกนะ ข้ามาที่นี่ต้องการรู้ว่าใครคือก้านเเก้ว"

 

"ข้าเอง รึเปล่า" ก้านเเก้วพูดออกมาอย่างไม่เเน่ใจเพราะไม่ชินกับชื่อนี้

 

"เจ้าคือก้านแก้วใช่ไหม" มิสเตอร์กัปปะถาม

 

" 'เด็จป๊า 'เด็จม๊าของเจ้าฝากเจ้านี่มาให้" กับปะผู้ยิ่งใหญ่พูดเสร็จก็โยนขวดน้ำยาอะไรสักอย่างมาให้ก้านแก้ว

 

'นี่มันขวดอะไรเนี่ย?' ก้านแก้วคิด แล้วพลิกขวดดูฉลาก

 

'น้ำยายืดผมตราออดาก สรรพคุณ:ยืดผม วิธีการใช้:กรอกใส่ปากมั้งไอ้บ้า! ผลที่น่าพอใจ:ยืดผมได้นานเกิน 3 ปี โดยคุณไม่จำเป็นต้องยืดใหม่เมื่อชาติต้องการ แต่คุณจะยืดเมื่อไรก็ได้ที่คุณต้องการ (อะไรของมันวะเนี่ย -*-)'

 

"ไอ้นี่ก็ชื่ออุบาทว์มาอีกตัวละ ออดาก ไม่รู้ว่าคนผลิตชื่อดากรึเปล่า" ก้านแก้วพึมพำเสียงเบา

 

*ที่จริงยายืดผมขวดนี่ใช้โดยการ"ดื่ม"เข้าไปจริงๆ*

 

ถึงแม้ก้านแก้วจะสงสัยว่ามันเป็นน้ำยายืดผมจริงหรือไม่ แต่ก็ตัดสินใจดื่มน้ำยายืดผมไปเพียงครึ่งขวด

 

ทันใดนั้น ก้านแก้วก็มีผมที่สั้นแค่หางคิ้วเป็นทรงกะลาครอบ จากที่ยาวถึงคาง แต่ผมกลับมาตรง เดี๊ยะ

 

"โอ้ว" ก้านแก้วร้องขึ้นมาเมื่อมีความรู้สึกว่าทรงผมของเปลี่ยนไป

 

(ที่จริงยายืดผมขวดนี้จะทำให้ผมตรงก็จริงแต่เมื่อใช้ไป 1 ครั้งมันจะเปลี่ยนทรงผมให้ 1 ที)

 

ก้านแก้วจึงสงสัยยาขวดนี้มากกว่าเดิม เขาจึงตัดสินใจดื่มยาที่เหลือครึ่งขวด

 

*~*ชะแว้ง ชิ้งๆ***

 

ตอนนี้ผมของก้านแก้วกลับมาเป็นเหมือนตอนแรกก่อนกินยาเข้าไปแล้ว แต่ผมของเธอตรงมากกว่าก่อนกินยาเข้าไป

 

"เย่ๆๆๆๆๆ"ก้านแก้วดีใจมากที่ผมของเธอกลับยาวเหมือนเดิม แถมยังตรงกว่าเดิมอีกด้วย แต่ทว่าร่างที่ได้หันไปเจอกลับไม่ใช่ชบากล้วย แต่กลับเป็นร่างของตัวเอง

 

ก้านแก้ว:ทำไมมันเป็นแบบนี้

 

ชบากล้วย:เธอ ทำไมเธอทำแบบนี้ ทำไมเธอทำแบบนี้ ใจเรามีแค่นี้ ให้เขาไปทำไม

 

ชบากล้วยก็ร้องเพลงอยู่นั่น ส่วนก้านแก้วก็ใช้หัวคิดอย่างหนัก

 

ทันใดนั้น ก้านแก้วก็เหวือบไปเห็นฉลากที่ข้างขวด เขียนว่า

 

"ถ้าไม่ต้องการสิ่งที่ได้จากน้ำยายืดผม กรุณากลืนฝาขวดเข้าไปโดยไม่ต้องเคี้ยว" ก้านแก้วจึงตัดสินใจกลืนฝาขวดเข้าไป

 

สองพี่น้องต่างมองหน้ากัน ส่งสายตา ชะวิ้ง วิ้ง วิ้ง กันสักพัก ก็มีหญิงหรือชายคนหนึ่ง(เอาไงแน่วะเนี่ย) เดินตรงมายังทั้งสองคน

 

"พวกเจ้า2คนทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ ไม่กลับเข้าบ้านล่ะ" คนแปลกหน้าถาม

 

"อ...เอ่อ ไม่รู้สิ"ก้านแก้วตอบ ก็ไม่รู้จริงๆนิหน่า

 

"อย่ามากวนTeenก้านแก้ว"

 

"คือว่า เราออกมาเดินเล่นน่ะค่ะ คุณอำมาตย์สุดหล่อ" ชบากล้วยตอบด้วยน้ำเสียงหวานเยิ้ม

 

"งั้นก็ได้ รีบๆกลับบ้านได้แล้ว"

 

"ใครอีกละวะ"ก้านแก้วพึมพำ

 

"บอกว่าให้เลิกเล่นไงเล่า ก็คุณคนนี้เขาคือคุณอำมาตย์หวัง เอ๊ย...ไม่ใช่ เขาคือ อำมาตย์สุ ที่ปรึกษาส่วนตัวของเด็จฯพ่อไง" ชบากล้วยพูดขึ้นพลางทำตาหวานยดย้อย

 

"หรอ" หน้ายังกับกะเหรี่ยงเป็นอำมาตย์ตูละเชื่อเลย ก้านแก้วคิด

 

ณ พระราชวัง

 

"เอาละอาหารเตรียมพร้อมแล้วนะ เชิญ" อำมาตย์สุเปิดประตู

 

ภายในห้องมีโต๊ะอาหารขนาดใหญ่สำหรับคนราวๆ 20-25 คนอยู่ อาหารมากมายเรียงรายเต็มโต๊ะไปหมด แล้วที่ปลายโต๊ะลิบๆนู่น ก็มี ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ ที่ด้านซ้ายและขวาของเขามีคนนั่งอยู่เพียบแต่มีที่ว่าง2ที่ คงจะเป็นที่ของเขากับแม่ตาตี่นี่กระมัง

 

"ในทีสุดพวกเธอก็กลับมาจนได้สินะ รอแทบแย่ หิวข้าวจะตายอยู่แล้วชายที่หัวโต๊ะเอ่ย

 

"ใครอีกละ"เขากระซิบถามชบากล้วย

 

"นี่ ชักจะแย่แล้วนะเธอนี่ นั่นก็เด็จพ่อไงจ้ะ"

 

ด...เด็จพ่อ งั้นหรอ!!!!!!!!!!

 

ทันใดนั้นเองผู้ที่นั่งอยู่หัวโต๊ะก็ลุกขึ้นแล้วเรียกเราทั้ง2ไปนั่งที่โต๊ะ อำมาตย์สุปรบมือ3 ครั้ง ทันใดนั้นคนครัวทั้งหมดเดินออกมาเป็นขบวนพร้อมอาหารมาวางบนโต๊ะ ก้านแก้วชะโงกหน้าออกไปดูอย่างตื่นเต้น

 

แต่เนื่องจากชะโงกมากไปหน่อย หน้าของเธอจึงทิ่มเข้าไปในอาหาร อำมาตย์สุรีบวิ่งเข้ามาเอาผ้าเช็ดหน้าให้เธอ

 

"ขอบใจอำมาตย์สุ" ก้านแก้วตอบไปเอาผ้าเช็ดหน้าครูดกับหน้าไป

 

"ไม่เป็นไรครับ" อำมาตย์สุพร้อมกับยิ้มหวาน โดยไม่รู้เลยว่า ชบากล้วยที่จ้องการกระทำของทั้งสองอยู่ ตอนนี้กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

 

"อาวกะเหรี่ยขออั๊วะคือมานะ!" ชบากล้วยพูดภาษากะเหรี่ยงกับอำมาตย์สุ

 

อำมาตย์สุ กระแอม แล้วรีบถอยหลัง

 

ทันใดนั้น มีหญิงสาวผู้งดงามเดินออกมาพร้อมชุดอันอลังการของเธอ นัยน์ตาสีเขียว ผมสีน้ำตาล

 

เธอคือเสด็จทวด ขององค์หญิงทั้ง 2 ผู้หญิงคนนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่า

 

'ถึงน้องจะแก่แต่น้องก็เด้งนะคะ'

 

ทันใดนั้นเองหญิงสาวก็พูดขึ้นว่า ...ดิฉันคือ แม่เธอนะ ... ปกติทุกวันเธอจะไม่มาร่วมโต๊ะอาหารด้วยเนื่องจากเธอเป็นโรคเปลี่ยนร่าง... โรคนี้เป็นโรคที่ผู้ที่เป็นในเวลากลางคืนจะกลางเป็นยายแก่หนังเหี่ยว

 

เธอมานั่งที่โต๊ะอีกฝั่งของก้านแก้วข้างๆยัยตาตี่นี่จากนั้นเธอก็พูดว่า...คิดถึงจังเลยวันหลังขึ้นไปหา

แม่บ่อยๆนะ...พร้อมกับนั้นเธอก็หอมแก้มทั้งคู่

 

ทันใดนั้น เด็จทวดก็โวยวายขึ้นมา

"ไม่ๆ ฉันไม่เป็นแม่ ฉันจะเป็นทวด จะเป็นทวด!~"

 

(กรั่กๆ ตรงนี้อย่าไปใส่ใจ มันมั่วๆ เนื่องจากเกิดความอยากแกล้งกัน (ไม่) เล็กน้อย)

 

พระราชาทนไม่ไหวจึงสั่งให้อำมาตย์สุ ไปหยิบ " กระจกแห่งความจริงมา "

 

เมื่ออำมาตย์สุหยิบมาแล้วพระราชาก็สั่งให้ ทวด(หรือเด็จแม่)

ไปยืนหน้ากระจก

 

ทันใดนั้นเอง รูปในกระจก กลับไม่ใช่ ยายแก่ แต่เป็น'เด็จแม่จริง

 

ทันใดนั้นยามหน้าประตูก็ตะโกนเข้ามาว่า "พระราชาแห่งอาณาจักรเซวาเนีย เสด็จแล้ว"

 

พระราชานามว่า สุวานนท์ ก็เสด็จมาถึงพระราชวังแห่งอาณาจักร ...

 

วันนี้ราชาสุวาฯ ทรงฉลองพระองค์สีขาวโพลนเห็นเด่นมาแต่ไกล (ช่างกลืนกับผิวอะไรเยี่ยงนี้)

ซึ่งเสด็จมาพร้อมกับ... ราชินี องค์เอิร์น

 

เสด็จมาก้านเเก้วมองกษัตริย์เเละพระราชินีที่ยิ่งใหญ่(เเละเตี้ย) ก้านเเก้วกำลังจะก้าวเข้าไปหาพระราชาเเละพระราชินี

 

ทันใดนั้น ก็มีสิ่งมีชีวิตที่......หูยาว......มีสี่ขา......นั่นก็คือ หมา

 

กระโดดเข้ามาหาก้านเเก้วมันทำหน้าไร้เดียงสาเหมือนอยากเล่นด้วย

 

ก้านเเก้วพูดว่า "เจ้าหมาออกไปนะ ไอ้หมาเผือก(ตัวของมันขาวเผือก) อย่ามาทำหน้าไร้สมองใส่ฉันนะ"

 

เจ้าหมาจึงพูด(หา!!!!) "ไอ้อ้วนก็ไม่อยากทับหรอกนะ เเต่ไม่มีคนเล่นวิ่งไล่จับด้วยมาหลายวันเเล้ว เบื่อ"

 

ก้านเเก้วพูด "นี่เเกหาว่าฉันอ้วนหรอ ไอ้หมาโง่ ขาวใสเเต่ไร้สติ ไอ้หมาเเปลกพูดภาษาคนได้"

 

หมา "ไม่ได้ชื่อหมานะ ชื่อไลท์เทนนิ่งต่างหาก เเละไม่ได้เรียกว่าหมาเเปลกด้วยเขาเรียกว่าหมาอัจฉริยะพูดภาษาคนได้"

 

ก้านเเก้ว "ไร้สมองสิไม่ว่า อัจฉริยะบ้านดึ๋ย"

 

ท่านแม่ก็พูดขึ้นว่า...ลูกแม่อย่าทะเลาะกับหมาไร้สมองเลยนะ...

 

หมาตัวนั้นก็ขู่ดัง แห่...

 

เจ้าหมาไร้(ไลท์) หลังจากที่มันขู่เเล้วก็กระโจนเพื่อจะไปกัดผู้พูดเเต่ทันใดนั้นเจ้าหมาไร้ก็พลาดดันไปกระโจนใส่อำมาตย์สุ(เกิดจากกะระยะผิดในการกระโจน) เจ้าหมาไร้พอเห็นอำมาตย์สุเเล้ว จึงหันมากระดิกหางอารมณ์ดีเหมือนเดิม(ท่าทางเจ้าหมาไร้จะถูกใจอำมาตย์สุนะเนี่ย)

 

ชบากล้วยมองด้วยความอิจฉาปนโกรธ เเล้วพูดว่า "ไอ้หมาบ้าออกไปนะ"

 

เจ้าหมาไร้หันมาหาชบากล้วยเเล้วขู่ใส่พร้อมพูดว่า "เจ้าอ้วนเดี๋ยวตายหรอก"

 

เจ้าหมาไร้พูดว่า "เดี๋ยวก็สะบัดเห็บใส่เลยนี่"

 

ทั้งสอง(ตัว,คน) มองหน้ากันอย่างจะกินเลือดกินเนื้อ

 

ก่อนที่จะมีอะไรเลวร้ายมากกว่านี้

 

พระราชา(ปะป๋า) ได้พูดขึ้นว่า "หยุดทะเลาะกันเดี๋ยวนี่นะ เดี๋ยวประหารทั้งคนทั้งหมาหรอก"

 

ขณะที่กำลังวุ่นวายอยู่นั่นเอง

 

พระโอรสและพระธิดาของพระราชาเซวาเนีย ก็เดินลงมาจากราชรถ อันได้แก่ องค์ชายรูปงาม(รึเปล่า) อิ้งค์ หรือ เจ้าชายชวกร องค์หญิงตั๋น องค์หญิง(ชาย)แอร์ องค์หญิงวาว และสุดท้าย องค์หญิงอุง

 

นอกจากเหล่าราชวงศ์เซวาเนียแล้วยังมี เหล่าขุนนางชั้นสูงอีกด้วยอันได้แก่ เสนาธิการพลอย ข้าหลวงซอง ฯลฯ มาร่วมงานด้วย ว่าแต่ มันงานอะไรกันแน่ละเนี่ย

 

"เจ๊ๆ นี่เขามางานอะไรกันงั้นหรอ"ก้านแก้วหันไปถามชบากล้วย

 

"จะไปรู้ได้ไงยะ ก็อยู่ด้วยกันตลอดเนี่ย ลองถามเด็จฯทวดดูสิ"ชบากล้วยเสนอ

 

"ไม่เอาละ เดี๋ยวโดนจับกิน กลัวนะจะบอกให้ ไปเองสิ"

 

"แง้...เราก็ไม่เอานะ น่ากลัว อุ๊ รู้แล้ว ท่านอำมาตย์สุ คะ"ชบากล้วยเรียก ชาย(หญิง)รูปไม่งาม ผิวคล้ำ ที่ยืนเฝ้ารถม้าขณะคณะทัวร์ เอ๊ย คณะราชวงศ์เซวาเนียลงจากรถ

 

"อะไรรึ ชบากล้วย"

 

"คือว่า...นี่ มันงานอะไรหรือคะ"ชบากล้วยถามพล่งหน้าแดงแจ๋ด้วยความอาย(รึเปล่า)

 

"ไม่รู้สินะ ข้าโดนไอ่พระราชาเตี้ยนั่นสั่งให้มายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว สั่งทำบ้าอะไรก็ไม่รู้

แขกก็มาตอนสองทุ่ม ดันสั่งให้มายืนตั้งแต่เจ็ดโมง"

 

"ใครเตี้ยหรอ"

 

"ก็ไอ้เตี้ยพระราชาบ๊องไง เเล้เเกเป็น.." ไม่ทันที่อำมาตย์สุจะพูดจบก็ชะงักเพราะไอ้คนข้างหลังคือ(ไอ้เตี้ย)พระราชาผู้ถูกนินทา

 

พระราชาจึงสั่งให้ทหารพาอำมาตย์สุไปประหารชีวิต แต่ชบากล้วยเข้ามาห้ามไว้

 

 "เด็จฯพ่อ จะทำอะไรกันเนี่ย" ชบากล้วยตวาดแว้ดในทันที

 

"ก็มันบังอาจด่าเขาอ่ะ ตัวเอง"

 

"หนูไม่สนล่ะ ถ้าพ่อไม่ปล่อย รับรองมีเรื่องแน่"

 

"กระซิกๆ ปล่อยก็ได้ ทหารไปกันเถอะ ไปกินซเวนเซ่นกัน"

 

"ครับ" เหล่าทหารน้อยใหญ่ตอบอย่างพร้อมเพรียง

 

"เอ่อ...สุดยอดเลยเจ๊ ไอ้หมอนั่นเป็นราชาจริงๆหรอเนี่ย" ก้านแก้วเริ่มงงในความสัมพันธ์ของ

ตระกูลนี้ซะแล้วสิ

 

ทันใดนั้น อำมาตย์สุก็หันมาหา ชบากล้วย พร้อมบอกไปว่า ขอบคุณมากนะครับ(เสียงหล่อ)

นี่เป็นเหตุการณ์ที่ชบากล้วยได้ช่วยอำมาตย์สุเอาไว้ เพราะ มีเมตตา

 

ก่อนที่ก้านเเก้วจะเลี่ยนไปกว่านี้

 

พระราชาก็เดินมาอีกทีหลังจากกินไอศกรีมเสร็จพร้อมพูดว่า

 

"เออ ก้านเเก้ว ชบากล้วยนี่ก็ใกล้ถึงเวลาของงานเเล้ว ข้าคิดว่าพวกเจ้ารีบไปเตรียมเนื้อเตรียมตัวเพื่อมาเป็นอาหารให้กับเเขกดีกว่า"

 

ชบากล้วยหันมาหา "เสด็จพ่อ นี่ว่าลูกเป็นหมูหรอ ลูกออกจะหุ่นดี เอว 26 อก 35 อย่างนี้หยาบคายที่สุด"

 

พระราชามองลูกสาวตัวเอง พลางคิดคำนึงว่า พูดมาได้ลูกสาวเรา วันๆเอาเเต่กินกับนอนให้มาเอว 26 อก 35 ข้าว่า ลูกสาวข้า เอว 68 อก 12 มากกว่า(จอเเบน)

 

"พ่อ หนูรู้นะว่าพอคิดอะไรอยู่พ่อว่า หนูอ้วนเอาเเต่กินกับนอนเเถมยังจอเเบนอีกใช่ไหม" ชบากล้วยกล่าวอย่างรู้ทัน พระราชาตกใจที่ลูกสาวเป็นเเม่มดอ่านใจคนได้อย่างนี้ พลางคิดว่า เหมือนเเม่มันไม่มีผิดเเถมอ้วนเหมือนกันด้วย

 

"ไอ้พระราชาต๊องฉันรู้นะว่าเเกคิดอะไรอยู่ ว่าฉันอ้วนหรอ" พระราชหันไปยังต้นตอของเสียงเห็นภริยา(เมีย)ของตนยืนบังทหารนับพันคน

 

"นี่ชบากล้วยนี่คือตัวอะไรหรอ" ก้านเเก้วพูดอย่างสงสัย

ก้านแก้วช๊อกค้าง ภาพที่เธอเห็นตรงหน้าคือหญิงตัวใหญ่หน้าตาคล้ายๆ(รึเปล่า)กับเธอและพี่

เพียงแต่ตัวใหญ่ ผิวดำ และที่สำคัญมีออร่าสุดน่ากลัวเกินบรรยาย

 

"ตัวอะไรวะ"ก้านแก้วสบถในลำคอ

 

"แกจะมองฉันอีกนานไหม"

 

"ม...ไม่ก็ได้คร้าบ"

 

"ใครหรอพี่"ก้านแก้วกระซิบกับชบากล้วย

 

"แม่บุญธรรมไงละ เป็นญาติห่างๆของแม่เรา"

 

"จริงดิ น่ากลัวชะมัด"

 

ภายในงานเลี้ยง

 

"องค์หญิงๆ มีแขกอยากจะถวายของกำนัลให้พระองค์พะยะค่ะ"ทหารคนนึงเอ่ย

 

"อื้อ มาเหอะพี่ไปด้วยกันหน่อย"

 

"ได้ๆ"

 

ของขวัญที่ปรากฎเบื้องหน้าสองศรีพี่น้องก็คือ อ่างใบโต ที่มีปลาซาร์ดีน เอ๊ย... ปลาวาฬสีขาวตัวอ้วนกลม ลอยอยู่ข้างใน

 

"มันคืออะไรหรอ" ก้านแก้วถามขึ้น

 

"มันก็คือปลาวาฬอับดุลไงละท่าน" ชายคนนึงตอบขึ้น

 

"หา..."ก้านแก้วและชบากล้วยมองหน้ากันอย่าง งงๆ

 

"เดี๋ยวท่านก็จะรู้เอง"

 

"อับดุล เอ๊ย ญ รู้จัก ช รู้จัก"

 

"รู้" เจ้าปลาวาฬเอ่ยเสียงใหญ่ๆออกมา

 

ปลาวาฬอะไรเนี่ยเสียงเข้มได้ใจ

ก้านเเก้วจึงพูดกับเจ้าปลาวาฬต่อว่า "ข้าได้ค่าขนมวันละกี่บาท"

 

เจ้าปลาวาฬตอบทันทีว่า "0 บาท"(อยู่ในวังเเท้ๆ)

 

"เออ เเสนรู้ดี ข้าจะตั้งชื่อว่า...." "วาฬเน่า" ไม่ทันที่ก้านเเก้วจะพูดจบก็มีเสียงปริศนาพูดขึ้นมา ทุกคนหันหาที่มาของเสียง..... คางคก

 

คากคกตัวนั้นแท้จริงเป็นพี่น้องกับก้านกล้วยและชบาแก้ว แต่ถูกพ่อมด "ปีโป้ล่า" สาปให้เป็นคางคก

แต่แท้จริงแล้วพ่อมดปีโป้ล่านั้นเป็นแม่มดแต่ชอบให้เรียกว่าพ่อมดมากกว่า

 

ส่วนเจ้าคางคกตัวนั้น เดิมทีเป็นพี่น้องกับองค์หญิงทั้งสอง แต่คนละแม่(แม่บุญธรรมไงจ้ะที่น่ากลัวโฮกๆ ที่โผล่มาเมื่อไม่นานมานี้) เจ้าคางคกได้ไปก่อกวนพ่อมดจึงโดนสาปด้วยความ หมั่นไส้ เพราะ อะไรนะหรอ ก็มันน่าเกลียดแต่ได้เป็นเจ้าหญิงนี่ดิ มันน่าฉุนนัก จึงต้องกลาย ร่างไปเป็นคางคกที่มีหูดอยู่เต็มตัว(นี่คือส่วนเดียวที่ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหญิงหรือคางคกก็ไม่เปลี่ยน)

 

เอาละ กลับสู่ปัจจุบัน

 

"ตัวอะไรฟะ"ก้านแก้วมองดูคางคกตัวขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากประมาณ10ซม.นิดๆ

 

"คางคกสิฮะ ไอ่อ้วนเอ๊ย" เจ้าคางคกตอบกลับ

 

"อ๋อเหรอ แกอยากเป็นผัดเผ็ดมากขนาดนั้นเลยใช่มั้ย"

 

"แกก็ไปเป็นต้มยำช้างเน่าก่อนเถอะ แบ-ร่"

 

"หนอย...แก" ก้านแก้วแทบจะกระโจนเข้าใส่เจ้าคางคกในทันทีถ้าไม่ติดมือพี่สาวฝาแฝด ไว้ซะก่อน

 

"ใจเย็นๆ หน่า ก็แค่กบเอง"

 

"กบบ้าอะไร ไอ่ตี่ ฉันเป็นคางคกเฟ้ย"เจ้าคางคกกระโดดถีบหน้าของชบากล้วย แต่แน่นอนที่เธอจะไม่รู้สึก ลองเทียบดูระหว่างกล่องสี่เหลี่ยมเล็กๆสูงพอๆกับปากกาน้ำเงินซักแท่ง กับตู้โบกี้รถไฟดูสิ ขนาดเอากระเป๋าเดินทางใบควายๆปาโบกี้รถไฟยังไม่สะเทือนนับประสาอะไร กับกล่องเล็กๆกันล่ะฮะ = =;

 

เจ้าคางคกกระเด็นกลับไปที่เดิม ในขณะที่สองศรีพี่น้องเริ่มมีอาการ อยากกินผัดเผ็ดคางคกขึ้นมาจับใจ จนลำบากถึงท่านอำมาตย์สุ(ที่พักหลังๆเริ่มไม่มีบท)และทหาร น้อยใหญ่ที่ต้องมาห้ามตู้โบกี้รถไฟ เอ๊ย เจ้าหญิงของพวกเขาเอาไว้(อย่างอยากเย็น ประมาณการ ควานหาเศษน้ำตาลทรายในหาดทรายก็ว่าได้ ยากนะเออ)

 

"เมื่อกี้แกเรียกข้าว่าอะไรนะ" เจ้าปลาวาฬเสียงเข้มบาดใจ(?) เอ่ยขึ้น

 

"เฮ้ย...เบาๆหน่อยดิ แล้วก็เรียกว่าวาฬเน่า มีปัญหาไหมล่ะ" (ที่บอกให้เบาๆเพราะปลาวาฬตัวใหญ่

ก็เสียงดังคางคกตัวเล็กทนฟังไม่ได้ในขณะที่คนอื่นเขาสบายๆ)

 

"มีดิ" ทันทีที่พูดจบครีบหางก็สะบัดลงบนผิวน้ำทำให้เกิดสภาวะคล้ายฝนเทียม(ที่เขาใช้สายยาง

ฉีดในหนังกันน่ะ) น้ำกระเด็นไปทั่วเปียกกันได้อย่างถ้วนหน้าทีเดียวเชียว

 

"ก...แก ทำอะไรกันฟะ เปียกเลย แต่ก็ไม่เป็นไรฉันชอบแฮะ" เจ้าคางคกพูดอย่างดีใจ

 

ปลาวาฬจึงบอกว่า "ชอบใช่ไหมไอ้คางคกงั้นเอาไปเลยน้ำอีกลิตร" พูดเสร็จก็สะบัดน้ำใส่อย่างเเรงเเละใหญ่(น้ำ) ทำให้ตัวของเจ้าคางคกกระเด็นไปกระเเทกกับเสาปราสาทอย่างจัง

 

"ไอ้วาฬเน่าทำอะไรเนี่ย ดูสิหูดเเตกเลย โถ่หูดจ๋า เจ็บนะ" เจ้าคางคกพูดอย่างเป็นห่วงหูดอันเเสนใหญ่ของตัวเองเหลือเกิน

 

"ยังห่วงหูดที่เน่าๆของเเกด้วยหรอเนี่ยเเต่ไม่เป็นไรนะเพราะเเกมีหลายหูด หูดเเตกเเค่เม็ดเดียวคงไม่ถึงกับตายหรอกนะ"

 

"นี่ไอ้วาฬเน่านอกจากอ้วนเเล้วปากเเกยังเน่าอีกด้วยนะ"

 

"งั้นหรอไอ้คางคกอยากเจอสึนามิอีกรอบไหม" เจ้าวาฬพูดเเล้วเตรียมตัวจะสะบัดหางใหญ่ๆของมันอีกที ถ้าอำมาตย์สุออกมาห้าม

 

อำมาตย์สุรีบวิ่งออกมาห้ามเจ้าวาฬแต่แน่นอนมันไม่ได้ฟังหรอก

 

ซ่า--- น้ำกระเด็นเต็มตัวอำมาตย์สุแทนที่จะเป็นเจ้าคางคก

 

"ว้าย ท่านอำมาตย์เป็นไงบ้าง" ชบากล้วยรีบวิ่งเข้าไปดูแต่ก็ตัดสินใจออกห่าง เพราะถึงเธอจะชอบเขาแค่ไหนแต่เธอก็ไอยากเปียกนิ

 

"เอ่อ ข้าว่าท่านไปอาบน้ำก่อนดีกว่านะ" ก้านแก้วเอ่ย

 

"ดี เหมือนกัน ข้าชักจะรำคาญที่นี่แล้วสิ"

 

หลังจากอำมาตย์สุอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยเเล้ว ก็รู้สึกเเค้นเจ้าวาฬเน่า(หึ.หึ.ความเเค้นส่วนตัว) ก็หาวิธีเเก้เเค้นโดยจะให้เจ้ามีหูดช่วย

 

หลังจากวางแผนเรียบร้อยท่านอำมาตย์จึงพาเจ้าคางคกไปดูที่อยู่ใหม่ของเจ้าปลาวาฬ

มันเป็นสระน้ำหน้าวังนั่นเอง แต่ สระมันตื้นปลาวาฬจึงแช่ลงไปได้รึ่งตัวและมันไม่สามารถ

จะขยับได้เลย ทำได้แต่ขยับครีบทั้งสองและหาง

 

"เจ้าปลาวาฬ อยู่นั่นไง"

 

"ข้าเห็นแล้ว เอาไงดี เราน่าจะปล่อยปิรันย่าลงไปนะ"

 

"จะบ้ารึไง ถ้ามันเหลือแต่กระดูก เจ้ากับข้าได้โดนองค์หญิงด่าเอาน่ะสิ ไม่รู้จะทรงโปรดอะไรมันนักหนา"

 

เจ้าคางคกมองดูอำมาตย์เล็กน้อยก่อนจะเริ่มเข้าใจบางอย่าง

 

"อ๋อ...นี่ท่าน อิจฉาไอวาฬนั่นหรอกหรอ"

 

"เฮ้ย ปะ ปะ เปล่านะ"

 

"ข้าฟันธงเลย ไม่ว่าท่านจะรู้ตัวรึเปล่า แหมๆ อิจฉาเจ้าวาฬเน่านั่นไปทำไมกัน มันก็แค่ปลา แถมเป็นสัตว์เลี้ยงเองนะ"

 

"เรื่องของตู"

 

"เออๆ แล้วจะเอายังไง" เจ้าคางคกเอ่ย

 

"ไม่รู้"